
เสียงในพิธีกรรม และความสัมพันธ์กับหมู่มวล
- อัปเดตล่าสุด
- เผยแพร่เมื่อ
- หมวด
- Sound
เคยสังเกตกันไหมว่า ในพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณและความเชื่อ ทั้งที่สืบทอดมาจากอดีตและปัจจุบัน จะมีเสียงเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิบัติเสมอ Wonderpost นี้จะพาคุณไปสำรวจว่าทำไมเสียงจึงถูกใช้เป็นสื่อกลาง และเชื่อมโยงกับความเป็นชุมชนอย่างไร

หากภาษาและวัฒนธรรมถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากสภาพแวดล้อมรอบชุมชนนั้น เสียงเองก็เช่นกัน
เสียงร้องของมนุษย์คือเครื่องดนตรีชิ้นแรกของโลกที่ใช้ถ่ายทอดเรื่องราวและความรู้สึกก่อนที่เครื่องดนตรี หรือการบันทึกเสียงใดๆ จะถือกำเนิดขึ้นมาเสียอีก แต่ละชนเผ่ามีการร้องและบรรเลงดนตรีในรูปแบบเฉพาะตัว ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นชุมชนนั้นๆ และหลายครั้งที่เสียงถูกใช้นอกเหนือไปจากบริบทเพื่อความบันเทิง บางสังคมใช้เป็นเครื่องบอกเวลา บ่งบอกสถานะ ไปจนถึงการแสดงความโศกเศร้า หรือแม้แต่ความเชื่อว่าสามารถใช้เยียวยาความเจ็บป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจ
หลากหลายชุมชนทั่วโลกได้ผนวกเสียงเข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งในพิธีกรรมอย่างแยกขาดจากกันไม่ได้ เพราะการสั่นสะเทือนของเสียงมีคุณสมบัติที่น่าสนใจตรงที่สามารถช่วยเหนี่ยวนำความสนใจ ทำให้เกิดการรวมตัวของคนหมู่มาก การใช้วิธีเปล่งเสียงซ้ำๆ หรือมีการนำเครื่องดนตรีมาสร้างจังหวะ ก็สามารถช่วยลดความวอกแวกและทำให้เกิดสมาธิได้อย่างเป็นระบบ เหตุนี้เองเสียงจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยดำเนินพิธีกรรม การกำหนดเจตจำนง ไปจนถึงถ่ายทอดความหมายและความรู้สึกที่ถ้อยคำไม่สามารถสื่อออกมาให้เข้าใจได้

วัฒนธรรมในชนเผ่าต่างๆ ที่มีความใกล้ชิดกับธรรมชาติเชื่อว่า เสียงใช้เพื่อทำนุบำรุงความสัมพันธ์ระหว่างบรรพบุรุษ จิตวิญญาณ ผืนแผ่นดิน และความเป็นชุมชน มาดูกันว่าในแต่ละวัฒนธรรมมีการใช้เสียงในพิธีกรรมในรูปแบบใดบ้าง
ฝั่งเอเชียกลางมีการร้องเพลงด้วยลำคอแบบตูวา ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากสาธารณรัฐตูวาในดินแดนทางตอนใต้ของไซบีเรีย ซึ่งเป็นการเปล่งเสียงทุ้มต่ำในหลายระดับความถี่ออกมาพร้อมกัน โดยเป็นการเลียนเสียงธรรมชาติอย่างนำ้ สายลม หรือเสียงสัตว์ มักใช้ในพิธีกรรมเพื่อสื่อสารกับจิตวิญญาณและธรรมชาติ ซึ่งสะท้อนความเชื่อว่าเราเป็นหนึ่งเดียวกับพวกเขา
ชาวมองโกเลียมีเพลงยาวพื้นบ้านอูร์ตีน ดูอู ซึ่งเป็นการเล่าเรื่องราวชีวิตเร่ร่อนบนทุ่งหญ้าที่สืบทอดมาแต่โบราณ ใช้การควบคุมลมหายใจในการลากเสียงหลบที่กว้างและยาวนานโดยมีลักษณะไม่ตายตัว ให้ความรู้สึกคล้ายเสียงลมพัดหรือเสียงสะท้อนบนทุ่งหญ้าสเตปป์ มักใช้ขับร้องในงานแต่งงาน ฉลองบ้านใหม่ และวันนะดาม หรือการฉลองต้อนรับสมาชิกใหม่

แถบอเมริกาเหนือที่ชนเผ่าอเมริกันพื้นเมืองผสมผสานการขับร้องซ้ำๆ เข้ากับจังหวะการควบคุมลมหายใจ นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับจิตวิญญาณของธรรมชาติ และความทรงจำของบรรพบุรุษ โดยใช้ในพิธีของแต่ละชนเผ่า ทั้งพิธีเกี่ยวกับการรักษา และพิธีกรรมตามฤดูกาล อย่างเช่นฤดูใบไม้ผลิจะเป็นการปลุกเทพแห่งการเกษตร หรือขอความอุดมสมบูรณ์ ฤดูร้อนมีการเต้นรำบูชาดวงอาทิตย์เพื่อขอบคุณพลังแห่งชีวิตและความแข็งแกร่ง ฤดูใบไม้ร่วงมีพิธีฉลองการเก็บเกี่ยวและขอบคุณผืนดินที่ให้ผลผลิตงอกงาม ขณะที่พิธีในฤดูหนาวเป็นการบูชาเทพเจ้าแห่งฝน ฉลองต้อนรับดวงอาทิตย์ที่จะกลับมาในช่วงวันเหมายัน
ทางแอฟริกาเหนือและตะวันออกกลางมียูลยูเลชัน หรือการร้องเสียงสูงยาวในลำคอพร้อมขยับลิ้นรวดเร็วราวกับแสดงเสียงร้องอย่างตื่นเต้นและโหยหวน ในพิธีกรรมเกี่ยวกับการเกิด งานแต่งงาน หรือการเฉลิมฉลอง มักเป็นการร้องของผู้หญิงเพื่อเป็นสัญญะของความสุข การปลดปล่อยอารมณ์ และการสร้างความเป็นปึกแผ่นในชุมชน แต่เมื่อเป็นงานศพหรือการแสดงความโศกเศร้าก็จะเปลี่ยนโทนเสียงเป็นอีกแบบหนึ่ง

ที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้เลยคือศาสนาซึ่งมักจะมีการใช้เสียงมาเกี่ยวข้อง ศาสนาพุทธหลากหลายนิกายที่มีศูนย์กลางอยู่ในทวีปเอเชีย ก็มีการใช้เสียงที่แตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ อย่างในนิกายเถรวาทซึ่งชาวไทยและประเทศใกล้เคียงในเอเชียอาคเนย์คุ้นเคยกันที่สุด มักจะเป็นการสวดด้วยภาษาบาลีในทำนองสรภัญญะ และพระสงฆ์ผู้ถ่ายทอดบทสวดต้องอาศัยการท่องจำเป็นส่วนใหญ่ เนื้อหาเป็นการเล่าเรื่องราวในชาดก หลักคำสอนต่างๆ ในพระไตรปิฎก หรือเพื่อความเป็นสิริมงคลทั้งคาถาคุ้มครองให้พ้นโรคภัยไข้เจ็บ การสวดในพิธีมงคลต่างๆ อย่างการขึ้นบ้านใหม่ งานแต่งงาน แต่งานศพเองก็มีการสวดเช่นกัน
สำหรับนิกายอื่นๆ อย่างมหายานในเอเชียตะวันออก มักเป็นการสวดพระสูตรและการท่องคาถาซ้ำๆ เป็นทั้งคำภาวนาและการฝึกจิตให้จดจ่อ โดยเสียงทำหน้าที่เป็นเชือกที่ยึดโยงจิตให้อยู่กับความตั้งมั่น และใช้การกำหนดลมหายใจร่วมด้วย นิกายวัชรยานทางทิเบตและหิมาลัยใช้เสียงที่ซับซ้อนนอกเหนือไปจากเสียงสวด อย่างกระดิ่ง กลอง และเครื่องดนตรีประเภทอื่นๆ ซึ่งการสวดแบบลาดักห์ที่โดดเด่นนี้มีการออกแบบเสียงให้มีองค์ประกอบทางพิธีกรรม ทำให้จักรวาลวิทยากลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ และในพุทธแบบญี่ปุ่นจะเน้นการสวดพระสูตรตามความเชื่อของแต่ละนิกาย พูดถึงความว่างเปล่า การปล่อยวาง ความสงบ การทำสมาธิ โดยปราศจากการปรุงแต่งเรื่องราวเกินจริง และมีการออกแบบเสียงร้องที่ลากยาวกังวานให้เข้ากับสภาพแวดล้อมภายในวัดรวมถึงเวลาในการประกอบพิธีกรรม ซึ่งทำให้บุคคลทั่วไปรู้สึกเข้าถึงง่ายขึ้น
ที่น่าสนใจอย่างมากคือศาสนาพราหมณ์ฮินดู เพราะมีความเชื่อตั้งต้นอยู่แล้วว่าเสียงเป็นพลังศักดิ์สิทธิ์และเป็นรากฐานของจักรวาล ทั้งยังเป็นหนทางสู่ความหลุดพ้นทางจิตวิญญาณ ในการสวดพระเวท อันเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของศาสนาก็มีการใช้ท่วงทำนองที่แม่นยำ
อีกเสียงที่เราน่าจะคุ้นเคยเป็นอย่างดีซึ่งมีรากมาจากความเชื่อนี้คือการเปล่งเสียง “โอม” ก่อนและหลังจบการฝึกโยคะ โดยเชื่อกันว่าเสียงนี้คือการสั่นสะเทือนแรกแห่งการถือกำเนิดของจักรวาลซึ่งเป็นการเชื่อมโยงทุกชีวิต การเปล่งเสียงโอมนี้คล้ายกับการจูนเสียงเครื่องดนตรี แต่เพื่อให้ลมหายใจ ร่างกาย และจิตใจประสานเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อให้เกิดความสงบและสมาธิอย่างลึกซึ้ง
ยังไม่รวมถึงเพลงสวดเกรกอเรียนของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก การร้องเพลงในโบสถ์ที่เป็นการตีความเครื่องราวในคัมภีร์ไบเบิลของนิกายอื่นๆ การอ่านอัลกุรอานด้วยท่วงทำนองในขณะละหมาดของศาสนาอิสลาม

หากมีการใช้เครื่องดนตรี แต่ละประเภทก็มีภาษาเฉพาะของตนเอง บางชนิดเน้นความรู้สึกภายในและสะท้อนจิตใจ บางชนิดเน้นความเป็นพิธีการ อย่างการใช้เครื่องเป่าโชฟาร์ของศาสนายูดายในวันปีใหม่ รอช ฮาชานาห์ หรือวันชดใช้บาปยมคิปปูร์ โดยทำหน้าที่บอกช่วงเวลาศักดิ์สิทธิ์ เช่นเดียวกับการใช้ระฆังในศาสนาคริสต์ หรือการใช้เครื่องเคาะประกอบจังหวะเพื่อช่วยนำสติในการทำสมาธิแบบนิกายเซน
การใช้เสียงในการฝึกปฏิบัติตามจารีตประเพณีดั้งเดิมยังคงถูกใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่ขณะเดียวกันก็มีการฝึกทางเลือกหรือแบบ New Age ที่รับเอาความรู้จากหลากหลายศาสตร์ ข้ามความเชื่อทางศาสนา หรือภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษมาปรับใช้ร่วมกันให้มีความร่วมสมัย บางการฝึกมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์มาร่วมด้วยเพื่อแสดงความเป็นเหตุเป็นผล อย่างแนวคิดของซาวด์บาธ ที่มองว่าเสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนของแหล่งกำเนิดเสียง ซึ่งทำให้โมเลกุลของตัวกลางรอบข้างเกิดการอัด และขยายตัวกลายเป็นคลื่นพลังงาน ร่างกายที่เป็นเหมือนภาชนะบรรจุของเหลว เมื่อเราได้ยินคลื่นเสียงนั้นก็ทำให้ของเหลวภายในร่างกายเคลื่อนที่ ส่งผลคล้ายกับการที่ร่างกายได้เคลื่อนไหวหรือออกกำลังกาย และส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจ การทำงานของสมอง และความรู้สึกของเราเมื่อมีปัจจัยหรือสิ่งเร้าอื่นมาร่วมด้วย
เมื่อเขยิบกรอบการมองออกมาไกลกว่าความเป็นพิธีกรรมโดยตรง เราก็ได้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างเรื่องราวทางจิตวิญญาณและดนตรีร่วมสมัย Andrew Weatherall โปรดิวเซอร์ผู้อยู่เบื้องหลังอัลบั้ม Screamadelica ของ Primal Scream เริ่มมีความสนใจเกี่ยวกับลัทธิแคทาร์จากการจัดเทศกาล Covenanza ในเมืองการ์กาซอน ประเทศฝรั่งเศส โดยชื่อเทศกาลเป็นชื่อเดียวกันกับพิธีที่สาวกแคทาร์ปฏิญาณตนด้วยความเลื่อมใสศรัทธาเมื่อเข้ารีต ตอนนั้นเองที่เขามีความเชื่อว่าเพลงแอซิดเฮาส์และแนวเพลงใกล้เคียงให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับความเป็นพิธีกรรม และการข้ามพ้นจากทางโลก โดยเฉพาะเมื่อเราได้ฟังแทร็คที่ทำให้เกิดความรู้สึกตื่นเต้นหรือสนุกสุดขีด

วัฒนธรรมเรฟ การเต้นรำในคลับ และการใช้ไซเคเดลิกหรือสารอื่นๆ ร่วมด้วย เป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลต่อความรู้สึกรวมหมู่ ด้วยบีตย้ำๆ อย่างต่อเนื่องของดนตรีประเภททรานซ์ เทคโน ในบางครั้งทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนอยู่ในภวังค์สมาธิ โดยดีเจทำหน้าที่เหมือนบาทหลวง บทเพลงที่พวกเขาเปิดเป็นเหมือนคำสอนในพิธีกรรมที่ผู้ศรัทธาที่ชื่นชอบในดนตรีแนวเดียวกันมารวมตัวเพื่อเต้นรำไปด้วยกัน จุดนั้นเองที่พลังงานเกิดการแลกเปลี่ยนไปทั่วแดนซ์ฟลอร์ ในลักษณะที่แทบไม่ต่างกันกับสถานที่ทำพิธีกรรมที่มีมาตั้งแต่โบราณกาล

Wonderfruit เองก็มีการนำเสนอเสียงที่มีความเกี่ยวเนื่องกับพิธีกรรมต่างๆ อยู่เสมอทั้งแบบดั้งเดิมและแบบร่วมสมัย สำหรับ Dhyana โปรแกรมที่เป็นความร่วมมือระหว่างเราและ Black Turtle กลุ่มที่สร้างสรรค์ประสบการณ์การเจริญสติซึ่งมีรากฐานมาจากแก่นแท้ของภูมิปัญญาดั้งเดิมที่เน้นชุมชนเป็นศูนย์กลาง คุณจะได้พบกับเวิร์กช็อปที่ได้แรงบันดาลใจจาก “โดฮา” หรือโคลงแห่งการประจักษ์แจ้ง ซึ่งเป็นบทกวีที่มหาปูชนียาจารย์ด้านการทำสมาธิเปล่งออกมา ที่นี่เราจะได้ทำความเข้าใจหลักคำสอนโบราณเบื้องต้นผ่านการทำสมาธิและการตีความในบริบทที่เป็นปัจจุบัน ที่ปัญญาจะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยบทสวด มันตรา การทำมุทรา และความปิติเป็นล้นพ้น ส่วน Sounds of Sahajayana ผสมผสานการสวดมนต์ เสียงศักดิ์สิทธิ์ และซาวด์สเคปที่ช่วยให้เกิดสมาธิ เข้ากับบีตอิเล็กทรอนิกที่จะพาเราร่วมออกเดินทางในประสบการณ์ทางจิตใจอันลึกล้ำ
ที่ Wonderness เรามีทั้งเวิร์กช็อปที่ได้รับอิทธิพลจาก “ทามะ มิกาคิ” หรือการขัดอัญมณีในจิตใจให้เงางามของญี่ปุ่น ให้คุณฝึกการกำหนดลมหายใจและสำรวจส่วนต่างๆ ของร่างกายผ่านเสียงฆ้อง ดิดเจอริดู กลองน้ำ และเครื่องดนตรีศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ หรือการใช้เครื่องดนตรีที่ผ่านการปรับแต่งพลังงานแทคีออนที่คลื่นความถี่ 432Hz ซึ่งช่วยให้ผ่อนคลายและทำให้เราได้สำรวจภายในจิตใจได้อีกวิธีหนึ่ง
ทางฝั่งศิลปินและวงดนตรีที่จะมีการแสดงในเวทีต่างๆ ในปีนี้ คุณจะได้พบกับ Shanka Tribe จากรัฐเกรละ ประเทศอินเดีย ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ วัฒนธรรมพื้นเมือง และอิทธิพลดนตรีจากทั่วโลกที่ให้ความรู้สึกสงบ และขณะเดียวกันก็ชวนให้หลุดลอยไปในห้วงจินตนาการ MONTAÑERA นักดนตรีที่ผสานซาวด์แอมเบียนต์เข้ากับเพลงพื้นเมืองที่ได้แรงบันดาลใจจากภูเขา แม่น้ำ ท้องทะเลของโคลอมเบีย Haedong Lee และ Yidan Kim จากเกาหลีใต้ที่สำรวจความเชื่อมโยงกันของการได้ยินและการรับกลิ่นในรูปแบบของพิธีกรรม เพื่อเรียนรู้แนวคิดของการตื่นรู้ทางประสาทสัมผัส หรือ Mong Tong จากไต้หวันก็มีการนำเรื่องราวเกี่ยวกับตำนานท้องถิ่นมาถ่ายทอดผ่านดนตรีร่วมสมัย อีกทั้งการนำเสนอของพวกเขายังให้ความรู้สึกลึกลับราวกับว่าเรากำลังอยู่ในพิธีที่เชื่อมโยงกับจิตวิญญาณยังไงยังงั้น

นอกจากนี้ที่ Baan Bardo ยังมีการฉาย Geinoh Yamashirogumi ภาพยนตร์สารคดีที่ Wonderfruit Films อำนวยการสร้าง ซึ่งนำเสนอแนวคิดของดนตรีที่มีความเชื่อมโยงกับพิธีกรรม ผู้กำกับชาวนิวซีแลนด์ Nick Dwyer จะพาเราไปทำความรู้จักกับกลุ่มศิลปินจำนวนกว่าร้อยชีวิต ที่ไม่ได้มีเพียงแค่นักดนตรี หากแต่ประกอบไปด้วยผู้คนจากหลากสหวิทยาการทั้งนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร นักข่าว นักศึกษา ผู้มีความสนใจเกี่ยวกับบทบาทของเสียงในกรอบของมานุษยดนตรีวิทยา โดยหัวใจหลักของกลุ่มคือการให้ความสำคัญกับความเป็นชุมชนที่ร่วมกัน “แสดง เล่นดนตรี และสนุกไปกับมัน” มากกว่าการยึดความเป็นวิชาชีพ

พวกเขาร่วมกันจัดงาน Kecak ที่ได้อิทธิพลจากวัฒนธรรมของบาหลี และกลายมาเป็นเหมือนเทศกาลประจำฤดูร้อนซึ่งจัดขึ้นทุกปีที่ใจกลางชิบุย่า โตเกียวมาเป็นเวลาเกือบ 5 ทศวรรษ ผ่านการแสดงเครื่องดนตรีพื้นถิ่นจากหลากท้องที่ ผสมผสานเข้ากับคณะประสานเสียงที่บรรเลงออกมาใน Symphonic Suite Akira ที่เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์แอนิเมชันชื่อเดียวกัน ด้วยความคมชัดและแม่นยำจนให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในภวังค์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับดนตรีพื้นบ้านที่ใช้ประกอบพิธีกรรมโบราณ และการทดลองเชิงสังคมรวมถึงประสาทวิทยาที่ใช้พลังของมนุษย์เป็นตัวขับเคลื่อนอย่างแท้จริง

ท้ายท่ีสุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมรูปแบบไหน เสียงต่างมีความสำคัญในการเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดการรวมตัวของผู้คน เพื่อกระทำกิจกรรมตามความเชื่อหรือความสนใจที่มีร่วมกัน ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นหมู่มวลในธรรมชาติความเป็นมนุษย์ที่ยังคงเป็นเช่นนั้นเสมอมา
Further reading
Voices Without Borders: Exploring Vocal Traditions from the World’s Cultures — Sound Infusion
The Influence of Sound on Cultural Identity and Rituals — EGIN
Sacred Sound: Music as Ritual — Park West Strings
Sound, Ritual and Culture — Chakra Tones
Sound as a Path to God — Hinduism Today
Andrew Weatherall: The DJ and Disco Maverick — The Guardian
The Sonic Architects of Shinjuku: The Collective Vision of Geinoh Yamashirogumi — The Vinyl Factory
























