
Wonderness: การกลับคืนสู่รากเหง้าของเราเอง
- อัปเดตล่าสุด
- เผยแพร่เมื่อ
- หมวด
- Wellness
ทุกสิ่งมีชีวิตล้วนมีจุดศูนย์กลางของระบบจัดการอยู่ในตัว ต้นไม้เติบโตขึ้นจากรากที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนดิน ระบบนิเวศก่อตัวขึ้นจากความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างธาตุต่างๆ และทุกชีวิตที่พวกมันดูแล เมื่อศูนย์กลางนั้นมั่นคงแล้วก็จะนำไปสู่การเจริญงอกงามได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นหลักการเดียวกันกับวิวัฒนาการของมนุษยชาติ การเกิดขึ้นของชุมชน และความอุดมสมบูรณ์ในตัวธรรมชาติเองเช่นกัน
ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่เราได้สำรวจความหมายของสรรพสิ่ง ตลอดจนมีพื้นที่กิจกรรมใหม่ๆ เพิ่มเข้ามา ในปีนี้ Wonderness ขอชวนคุณก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่ด้วยการกลับมามองสิ่งที่อยู่กับเรามาโดยตลอด นั่นคือการที่เราได้ตระหนักถึงธรรมชาติที่อยู่ในตัวเราเอง ซึ่งเป็นเหมือนรากฐานที่ทำให้เราพัฒนาต่อไปได้อย่างมั่นคง ก่อนจะไปสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับโลกภายนอก
การเดินทางไปยังโซน Wonderness ที่งาน Wonderfruit ในเชิงกายภาพ แทบจะเป็นภาพสะท้อนแนวคิดของที่แห่งนี้ เพราะเมื่อคุณออกจากบริเวณที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานของ Upper Fields แล้วเดินมาตามทางที่จะนำคุณไปสู่ลำธารที่รออยู่เบื้องล่าง เสียงดนตรีจะค่อยๆ แผ่วเบาลง ภูเขา สายน้ำ และภูมิทัศน์เขียวขจีจะใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และเมื่อ Lower Fields ปรากฏให้เห็นอยู่เบื้องหน้า ตอนนั้นเองที่คุณจะสัมผัสได้ว่าสิ่งรอบตัวดำเนินไปด้วยความแช่มช้า ชั่วขณะแห่งความเงียบจะก่อตัวขึ้นในบริเวณปลีกวิเวกจากส่วนอื่นที่มีพลังงานพลุกพล่านของ The Fields

Wonderness คือพื้นที่แห่งความสงบที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติและปราศจากแอลกอฮอล์ ที่นี่เป็นดังอาศรมที่เต็มไปด้วยกิจกรรมเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวร่างกาย การฝึกสมาธิ การรักษาเยียวยา และให้ความรู้สึกคุ้นเคยเหมือนการกลับมาอยู่ในมุมเงียบๆ มุมหนึ่งของบ้าน ที่คุณสามารถเอนกายพักผ่อน และตั้งหลักก่อนจะออกไปเผชิญกับโลกภายนอกอีกครา
Rooted in the Inner Axis
ในปีนี้ Wonderness กลับมาสู่การเป็นพื้นที่ที่เรียบง่ายที่สุดในงาน
“Rooted in the Inner Axis” เป็นมากกว่าแค่การหยั่งรากเพื่อให้เราได้ใกล้ชิดกับโลกมากขึ้น แต่ยังเป็นการหวนคืนกลับสู่ศูนย์กลางที่เป็นจุดกำเนิดของทุกการสร้างสรรค์ เป็นดังแกนกลางของพลังงานที่มองไม่เห็นซึ่งเคลื่อนตัวผ่านทุกสรรพสิ่ง
แทนที่จะออกไปหาตัวช่วยเพื่อสร้างความสมดุลจากภายนอก เรามองหาพลังงานที่ช่วยหยั่งรากให้เราจากภายใน การมองหา Inner Axis ในตัวเราก็เพื่อที่จะได้เข้าใจตัวเองมากขึ้น และจากตรงนั้นเราจึงจะสามารถเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเรากับโลกรอบตัวได้
ส่งที่จะทำให้เราเข้าใจความสัมพันธ์นี้คือธาตุทั้ง 5 โดยหลายๆ วัฒนธรรมมีความเชื่อว่าธาตุต่างๆ อย่างดิน น้ำ ลม ไฟ และเอเธอร์ เป็นพลังงานพื้นฐานของทั้งร่างกายมนุษย์และธรรมชาติ เราหายใจรับอากาศเข้าไป เราดื่มน้ำดับกระหาย รู้สึกได้ถึงความอบอุ่น และรับประทานผลผลิตที่ปลูกในผืนดิน ธาตุต่างๆ เหล่านี้ไหลเวียนอยู่ทั่วทั้งงานและผ่านตัวเรา เป็นดังการย้ำเตือนอย่างอ่อนโยนว่า การกลับคืนสู่ธรรมชาตินั้นไม่ต่างอะไรไปจากการกลับมาสู่สิ่งที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดี

เสาหลักอันมั่นคงของที่แห่งนี้
Axis Mundi ที่ตั้งอยู่ ณ ศูนย์กลางของ Wonderness คือพื้นที่ที่ทำให้แนวคิดอันเป็นหัวใจของ Wonderness กลายมาเป็นสิ่งที่จับต้องได้ ที่นี่เป็นตัวแทนของธาตุเอเธอร์ (อากาศ) ซึ่งเป็นศูนย์กลางให้โลกและมิติต่างๆ โคจรมาเจอกัน รวมทั้งเป็นจุดที่พลังงานของดิน น้ำ ลม และไฟ แผ่กระจายออกไปสู่ทัศนียภาพโดยรอบ

ในปีนี้ Axis Mundi จะค่อยๆ กลายมาเป็นโครงสร้างถาวร โดยเสาต้นแรกจะหยั่งรากลงไปยังผืนดินของ Lower Fields และเมื่อ Wonderness ก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่ สถาปัตยกรรมแบบฝังเข็มนี้จะเริ่มปักหลักลงลึกขึ้น กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของที่แห่งนี้เพื่อเป็นฐานรากที่มั่นคงให้สิ่งที่อยู่รายรอบ โครงสร้างนี้ยังสามารถพัฒนาไปพร้อมกับสิ่งต่างๆ ที่เป็นดังลมหายใจของ Wonderness นั่นคือผู้คน การฝึกปฏิบัติ และสภาพแวดล้อมซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปในทุกปี
การฝึกปฏิบัติที่เป็นการเดินทางสู่ภายใน
Wonderness นำเสนอเรื่องเดียวกันกับที่โปรแกรมอื่นๆ ของงานปีนี้พูดถึง นั่นคือการกลับมาสู่รากฐานของเราเอง เป็นการโอบรับพลังอันเงียบงันของความเรียบง่ายไปพร้อมๆ กับสำรวจมิติที่ลึกซึ้งซึ่งก่อตัวขึ้นภายใน แทนที่จะออกไปมองหาสิ่งใหม่ เรากลับเลือกที่จะหาวิธีอนุรักษ์ให้การฝึกปฏิบัติที่คงอยู่เหนือกาลเวลานั้นยังดำเนินต่อไป พิธีกรรมต่างๆ ความเชื่อ พืชสมุนไพร ความรู้เกี่ยวกับธาตุเจ้าเรือน ภูมิปัญญาไทยโบราณ และจากวัฒนธรรมต่างๆ เป็นการย้ำเตือนเราว่า บ่อยครั้ง สิ่งที่เป็นพื้นฐานอันเรียบง่ายที่สุดก็สามารถถ่ายทอดความหมายที่ลึกซึ้งที่สุดได้

เราจะเปิดศักราชใหม่ของ Wonderness ด้วย Rooted in the Inner Axis Opening Ceremony ซึ่งเป็นนิมิตหมายอันดีสำหรับปีที่ 11 ที่เราจะพาให้คอมมิวนิตีได้มากำหนดจุดมุ่งหมายร่วมกันตามธีมหลักของปีนี้ มีการฝึกปฏิบัติที่รับเอาแนวคิดมาจากธรรมชาติโดยตรง อย่าง Superflow: Fluid Yoga to Honor the Oceans Inside and Out โดย Eoin Finn จาก Blissology เป็นการสำรวจระหว่างความสัมพันธ์ของเรากับน้ำ ผ่านการใช้ท่วงท่าโยคะที่เคลื่อนไหวอย่างลื่นไหล Re-calling the Khwan of All Things โดย Conscious Movement Collective รับเอาความเชื่อของไทยอย่างเรื่อง “ขวัญ” ซึ่งเป็นพลังที่อยู่ในทุกชีวิตมาถ่ายทอดผ่านการเคลื่อนไหวและการทำพิธีร่วมกัน

นอกเหนือไปจากการฝึกปฏิบัติเหล่านี้แล้ว พื้นที่นี้ยังนำเสนอสิ่งอื่นๆ ให้เราได้เรียนรู้จากธรรมชาติด้วย ที่ Ancestral Forest เราได้ต้อนรับชันโรง หรือผึ้งที่ไม่มีเหล็กในเข้าสู่บ้านหลังใหม่ที่เราและ PureHive ร่วมกันดูแล PureHive ก่อตั้งขึ้นโดยคุณเปี๊ยก—ปวีณา วิริยประไพกิจ ที่ใช้ชันโรงในการผลิตน้ำผึ้งซึ่งมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพสำหรับการดูแลสุขภาพยุคใหม่ โดยนำภูมิปัญญาของธรรมชาติมาพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นผ่านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์
โครงการนี้เริ่มขึ้นจากการฟื้นฟูผืนป่าในจังหวัดชุมพร ที่การเลี้ยงผึ้งท้องถิ่นเป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้ระบบนิเวศฟื้นฟูได้ด้วยตัวเอง และเมื่อผืนป่างอกงาม รังผึ้งก็เติบโตตามไปด้วย โดยน้ำผึ้งถูกรวบรวมมาจากป่าในจังหวัดชุมพรที่อุดมไปด้วยพืชที่มีสรรพคุณทางยาที่ออกฤทธิ์ต้านการอักเสบได้สูงเป็นพิเศษ ทำให้เราได้เห็นความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างผึ้ง น้ำผึ้งที่พวกมันผลิตออกมา และความหลากหลายทางชีวภาพรอบๆ
และ PureHive ก็ได้นำแนวคิดเดียวกันมาสู่ The Fields โดยชันโรงทำหน้าที่ช่วยผสมเกสรให้กับพืชสมุนไพรและต้นไม้พื้นถิ่นที่เราปลูกมาเป็นเวลาหลายปี พืชที่เราปลูกได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรที่ขยายใหญ่ขึ้น ในขณะที่ผืนป่าเองก็มอบอาหารและที่อยู่อาศัยให้สัตว์น้อยใหญ่กลับคืน ขณะที่ชันโรงออกหาอาหารไปทั่วป่าของเรา เราเองก็สงสัยว่าพืชเหล่านั้นจะมอบคุณประโยชน์อะไรให้กับน้ำผึ้งที่มันผลิต ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าน้ำผึ้งมีสรรพคุณทางยาในตัวเองอยู่แล้ว สิ่งนี้จึงเหมือนเป็นการเชื่อมเอาความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติเข้ากับสุขภาพที่แข็งแรงของเราด้วย

ความสัมพันธ์ของธรรมชาติกับสุขภาพแผ่ขยายไปถึง Medicinal Plant Village ที่พืชกว่า 30 ชนิดงอกงามอยู่ภายในกระท่อมไม้ทั้ง 6 ซึ่งจะถูกนำไปเป็นส่วนประกอบของอาหาร ยา และความรู้ด้านสุขภาวะ ซึ่งเป็นการสานต่อภูมิปัญญาไทยด้านสมุนไพรที่มีมาอย่างยาวนาน ความเชื่อเกี่ยวกับจิตวิญญาณของไทยเองก็ได้รับอิทธิพลมาจากองค์ความรู้เดียวกัน นั่นคือความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายและธรรมชาติแวดล้อม โดยใช้ธาตุทั้ง 5 และความรู้ด้านแพทย์แผนไทยในเวิร์กช็อปทำยาหม่องสมุนไพรจากพืชที่ปลูกใน The Fields ประสบการณ์อื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นที่นี่ก็ได้แรงบันดาลใจจากประเพณีสมัยบรรพกาล เสียง น้ำ และการทำสมาธิ ซึ่งจะช่วยให้เรากลับมาเชื่อมต่อและใส่ใจสิ่งที่อยู่ภายในตัวเรา
การจะกลับไปยังศูนย์กลางของเราไม่สามารถทำได้ในทันที แต่เริ่มจากการลองทำอะไรช้าลง ตั้งใจฟัง และใส่ใจกับสิ่งที่อยู่ตรงนั้นอยู่แล้วให้มากขึ้น
สิ่งที่เติบโตจากรากของเรา
การกลับคืนสู่รากเหง้า ยังเป็นอีกวิธีที่ทำให้เราตระหนักถึงสิ่งที่เติบโตขึ้นมาจากจุดนั้นด้วย
เป็นเวลากว่าทศวรรษที่ Wonderness กลายมาเป็นพื้นที่พบปะของเหล่าผู้นำฝึกปฏิบัติ ที่ที่ประเพณีและผู้คนจากหลากหลายปูมหลังมาเจอกัน และการที่เรากำลังจะก้าวเข้าสู่การเดินทางบทใหม่ในปีนี้ ถือเป็นการเฉลิมฉลองให้กับคอมมิวนิตีที่ช่วยกันหล่อหลอม Wonderness ตลอดมา เราขอยกย่องผู้คน ความรู้ และประสบการณ์ที่เราได้แบ่งปันร่วมกัน ซึ่งจะยังคงทำให้ที่แห่งนี้มีชีวิตชีวาและพัฒนาเป็นรูปแบบอื่นต่อไปได้เรื่อยๆ

เช่นเดียวกันกับรากของต้นไม้ใหญ่ที่ฝังอยู่ใต้ผืนดิน สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกมั่นคงได้ไม่จำเป็นต้องมองเห็นได้เสมอไป สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้เราเติบโต เชื่อมต่อ และได้ค้นพบสิ่งต่างๆ ในโลกรอบตัวเรา Rooted in the Inner Axis คือคำเชิญให้เราหวนกลับไปสู่ที่ที่เราคุ้นเคย เพื่อให้เห็นธรรมชาติที่แท้จริงของเราได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และเมื่อรู้สึกมั่นคงขึ้นแล้ว เราก็พร้อมจะออกไปสู่โลกภายนอกได้อีกครั้ง
























